fbpx
 

รู้หรือไม่ร่างกายต้องการ การผลัดเซลล์ผิว

รู้หรือไม่ร่างกายต้องการ การผลัดเซลล์ผิว

การผลัดเซลล์ผิวเป็นเรื่องที่ดี และไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด ว่าการผลัดเซลล์ผิวนั้นจะทำให้ผิวบอบบางลง เพราะการผลัดเซลล์ผิวก็เปรียบเสมือนกับการผลัดผิวโทรม ๆ ให้กลายเป็นผิวสวยนั่นเอง วันนี้ DR.WU จึงขอนำข้อมูลดี ๆ และเคล็ดลับความสวยมาฝากคุณสาว ๆ กันค่ะ

ผลัดเซลล์ผิวคืออะไร?

การผลัดเซลล์ผิว คือ การนำเซลล์ผิวชั้นนอกที่ตายแล้วออกไป แล้วเผยผิวใหม่มาทดแทน แต่โดยธรรมชาติแล้วผิวหนังของคนเราจะมีการผลัดเซลล์ผิวทุก ๆ 28 วัน โดยเซลล์ผิวหนังของคนเราจะแบ่งออกเป็น 2 ชั้น คือ ผิวชั้นนอก และผิวชั้นใน โดยเซลล์ผิวชั้นนอกจะมีความพิเศษตรงที่มีการสร้างใหม่ได้ เซลล์เก่าจะหลุดลอกออกไป และเซลล์ผิวใหม่จะขึ้นมาทดแทน ทำให้ผิวของเราดูสดใส แต่เมื่ออายุของคนเรามากขึ้น ความสามารถและประสิทธิภาพการแบ่งตัวของเซลล์จะไม่ค่อยดีและลดน้อยลง เซลล์เก่าที่ตายแล้วมักจะไม่ยอมหลุดลอกออกไปง่าย ๆ และจะเกาะรวมกัน ไม่ยอมให้เซลล์ใหม่ขึ้นมาทดแทนเพื่อทำหน้าที่หมุนเวียน จึงทำให้ผิวหน้าดูหมองคล้ำ เป็นสาเหตุของสิวอุดตัน และปัญหาผิวต่าง ๆ ที่ตามมา

โดยการผลัดเซลล์ผิวมี 2 วิธีการหลักได้แก่

  • การใช้วิธีถู ขัด เพื่อกำจัดเซลล์เก่าออกไป ไม่ว่าจะเป็นการใช้สครับขัดผิวหน้า หรือการกรอผิวที่ทำกันในคลินิกเสริมความงาม แต่วิธีนี้มีข้อเสียคืออาจทำให้ผิวหน้าระคายเคืองและเกิดแผลได้
  • การใช้เซรั่ม หรือครีมบำรุงที่มีส่วนผสมของกรด AHA และ BHA ที่มีสรรพคุณที่ช่วยในเรื่องสิว และการผลัดเซลล์ผิว

เมื่อเรารู้จักกับกระบวนการและความสำคัญของการผลัดเซลล์ผิวแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดที่คุณสาว ๆ ต้องรู้ก่อนผลัดเซลล์ผิว ก็คือการรู้จักสภาพผิวของตนเอง เพราะสภาพผิวของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ดังนั้นเราควรรู้ เพื่อการผลัดเซลล์ผิวที่ปลอดภัย และผลลัพธ์ที่ดีขึ้น เราไปเริ่มเช็คกันเลยค่ะ

เช็คสภาพผิวก่อนผลัดเซลล์ผิว

ผิวผสม

ผิวผสมเป็นการผสมผสานระหว่างผิวสองประเภท ได้แก่ ผิวปกติถึงแห้งและมัน ลักษณะเด่นของผิวผสมคือผิวบริเวณทีโซน (หน้าผาก จมูก และคาง) จะมีความมันมากกว่าปกติ ส่วนผิวบริเวณดวงตา และแก้มผิวจะแห้ง เพราะบริเวณที่มีผิวมันเกิดจากการผลิตน้ำมันที่มากเกินไป ส่วนบริเวณที่ผิวแห้งเกิดจากการขาดน้ำมัน และสมดุลไขมันที่ผิดปกติทำให้ขาดความชุ่มชื้น

ลักษณะของผิวผสม :

  • ผิวมันบริเวณทีโซน (หน้าผาก คาง และจมูก)
  • รูขุมขนขยายใหญ่ขึ้น ในบริเวณนี้อาจจะมีสิ่งสกปรกอุดตัน
  • บริเวณแก้มจะแห้งมากกว่าบริเวณอื่น

 

ผิวมัน

เนื่องจากผิวมันผลิตไขมันที่บริเวณผิวหนังออกมามากเกินไป คนผิวมันจึงมีสารคัดหลั่งที่เป็นไขมันจำนวนมาก ส่งผลให้ผิวดูมัน รูขุมขนเปิดกว้าง และมีแนวโน้มที่จะเกิดรอยดำและสิวต่างๆ มากกว่าผิวประเภทอื่น

ลักษณะของผิวมัน :

  • รูขุมขนกว้างมองเห็นได้อย่างชัดเจน
  • ผิวเงา มันวาว
  • ผิวดูหนา อาจมองเห็นเส้นเลือดไม่ชัดเจน

 

ผิวแห้ง

ผิวแห้งเป็นผิวที่แพ้ง่าย หยาบ ตึง คัน แดง และลอกเป็นขุยได้ง่าย อันเป็นผลมาจากการขาดความมัน ขาดกรดไขมันที่จำเป็นในการรักษาความชุ่มชื้น และสร้างเกราะป้องกันผิวจากสิ่งกระทบจากภายนอก ผิวประเภทนี้ต้องการความชุ่มชื้นมาก เวลาที่ผิวประเภทนี้แห้งตึงมักจะเกิดอาการระคายเคือง

ลักษณะของคนผิวแห้ง :

  • เกิดความหยาบกร้าน
  • มีรอยแตกของผิวปรากฎชัดเจน
  • ผิวหนังด้าน
  • ผิวลอกเป็นขุย
  • มีอาการคันยุบยิบ

 

ผิวบอบบาง

ผิวบอบบางแพ้ง่ายเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุและเกิดขึ้นได้ทุกช่วงอายุ เพราะเกิดจากเกราะปกป้องผิวอ่อนแอ ทำให้ผิวเกิดอาการระคายเคืองได้ง่าย เพราะโดนปัจจัยภายนอกเช่น ฝุ่น สารเคมี หรือแบคทีเรีย แสง UV เข้ามาทำให้เกิดอาการแพ้และระคายเคือง ดังนั้นจึงต้องทำความเข้าใจก่อนว่า “ผิวแพ้ง่าย” ไม่ใช่สิ่งที่ผิดปกติหรือเป็นโรคทางผิวหนังแต่อย่างใด แต่ผิวประเภทนี้ต้องมีการดูแลเป็นพิเศษ เพื่อสร้างเกราะป้องกันให้แก่ผิว

ลักษณะของผิวบอบบางแพ้ง่าย :

  • มีความไวต่อสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไป
  • ตึงแน่น และมีอาการคัน
  • ผิวมักเป็นสีแดง

 

ผิวธรรมดา

ผิวธรรมดาเป็นผิวที่ดีที่สุดเนื่องจากผิวจะเนียน นุ่ม ยืดหยุ่น มีสุขภาพดี ฟื้นสภาพได้เร็ว ทั้งยังมีน้ำมันและความชื้นมาก ผิวที่มีสุขภาพดีจะมีสภาพความเป็นกรดอ่อน ๆ ด้วยค่า pH 5.5 เป็นเกราะคุ้มกันผิว บริเวณชั้นบนสุดของผิวจะเป็นเสมือนเกราะคุ้มกันผิว ทำหน้าที่ป้องกันการสูญเสียน้ำ ป้องกันเชื้อโรค และผลกระทบจากสิ่งแวดล้อม

ลักษณะของผิวธรรมดา

  • มีการไหลเวียนโลหิตที่ดี
  • ผิวนุ่มและเรียบเนียน
  • ผิวมีความสดชื่น สีอมชมพู ไม่หมองคล้ำ

 

ผลัดเซลล์ผิวอย่างไรให้เหมาะสมกับสภาพผิว?

  • ผิวแห้ง

ควรหลีกเลี่ยงการผลัดเซลล์ผิวแบบการสครับผิวโดยการขัดหรือถู เพื่อป้องกันไม่ให้ผิวเกิดอาการระคายเคือง และทำให้ผิวหลุดลอกเป็นขุยที่เกิดจากการขัดถู แต่ควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยในเรื่อวของการผลัดเซลล์ผิว ที่มีส่วนผสมของกรด AHA ที่สกัดจากธรรมชาติ มีความอ่อนโยนต่อผิวหน้า และควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยเติมความชุ่มชื้นให้กับผิวร่วมด้วย

  • ผิวบอบบาง

          ควรหลีกเลี่ยงการผลัดเซลล์ผิวแบบขัดและถูก เพราะสิ่งเหล่านี้จะทำให้ผิวเกิดอาการระคายเคือง บอบบางมากยิ่งขึ้น และอาจกระตุ้นให้ผิวเกิดการอักเสบ ทำให้เกิดผื่นแดงได้ แต่ควรผลัดเซลล์ผิวโดยการใช้ผลิตภัณฑ์ผลัดเซลล์ผิวแบบอ่อนโยน อย่างกรด AHA ที่คนผิวบอบบาง และสตรีมีครรภ์สามารถใช้ได้

  • ผิวมัน

          ผลัดเซลล์ผิวโดยการใช้ผลิตภัณฑ์ผลัดเซลล์ผิวแบบอ่อนโยน อย่างกรด AHA และอาจใช้วิธีการสครับผผิวร่วมด้วยแต่ไม่ควรทำบ่อย ประมาณสัปดาห์ละ 1 – 2 ครั้ง และไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์ผลัดเซลล์ผิวและสครับผิวในครั้งเดียวกัน เพราะอาจจะทำให้ผิวยิ่งบางลงได้

  • ผิวผสม และผิวธรรมดา

          ผิวธรรมดา และผิวผสมเป็นผิวที่ไม่ค่อยมีปัญหา สามารถผลัดเซลล์ผิวได้ทั้ง 2 แบบทั้งการสครับ และการใช้ผลิตภัณฑ์ผลัดเซลล์ผิวที่มีส่วนผสมของกรด AHA  แต่ไม่ควรใช้ทั้งสองอย่างในวันเดียวกัน และบ่อยเกินไป เพราะอาจทำให้ผิวระคายเคืองและแห้งตึงได้

ผลัดเซลล์ผิวด้วยกรด AHA หรือ BHA ใช้ตัวไหนดีกว่ากันแน่?

  • AHA (Alpha Hydroxy Acids) คือสารที่มีฤทธิ์เป็นกรด มีความเข้มข้นมากกว่า ละลายน้ำได้ เป็นสารที่สกัดจากเม็ดอัลมอนด์หรือผลไม้ต่าง ๆ ปัจจุบัน AHA ได้ถูกนำมาใช้ในการดูแลผิวพรรณอย่างแพร่หลาย เพราะมีส่วนประกอบจากธรรมชาติ ใช้ทั้งในคลินิกเกี่ยวกับผิวหนังและในวงการเครื่องสำอาง รวมถึงผลิตภัณฑ์บำรุงผิวต่าง ๆ โดย AHA จะมีหน้าที่หลักช่วยผลัดเซลล์ผิวเก่าที่ตายแล้วออกไป เพื่อเผยผิวใหม่เข้ามาทดแทน และยังเป็นตัวช่วยในการเสริมสร้างคอลลาเจนในชั้นผิว ให้ความชุ่มชื่น ลดเลือนริ้วรอย จุดด่างดำ และสิวอุดตัน
  • BHA (Beta Hydroxy Acid) คือสารที่มีฤทธิ์เป็นกรดเหมือนกันแต่มีความเข้มข้นน้อยกว่า ไม่ละลายน้ำ เป็นกรดซาลิกไซลิก (Salicylic Acid) ที่สกัดมาจากเปลือกของต้น Willow ต้นหลิวจีน เป็นสารที่มีคุณสมบัติทนต่อความร้อน แต่เดิมการแพทย์ผิวหนังนิยมนำมาเป็นส่วนผสมในยารักษาหูด และรักษาโรคผิวหนังชนิดอักเสบเรื้อรัง BHA นั้นหน้าที่หลักจะไม่ใช่การผลัดเซลล์ผิว แต่มีหน้าที่ทำความสะอาด และละลายน้ำมันส่วนเกินในรูขุมขุน โดยจะเน้นการละลายไขมันใต้ผิว

 

แนะนำกรด AHA ที่ดีที่สุดแห่งการผลัดเซลล์ผิว

 

กรด Mandelic เป็นกรดอัลฟาไฮดรอกซี หรือกรด AHA ที่สกัดมาจากเมล็ดอัลมอนด์ เป็นพืชที่จัดอยู่ในวงศ์กุหลาบ (ROSACEAE) และเป็นพืชพื้นเมืองในตะวันออกกลางและเอเชียใต้ เมล็ดอัลมอนด์มีสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพมาก จึงทำให้เป็นสุดยอดอาหารเพื่อสุขภาพ ให้ทั้งโปรตีน และอุดมไปด้วยวิตามินหลากหลายชนิด และกรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกาย มีส่วนช่วยบำรุงสมอง เสริมสร้างกระดูก จึงนิยมนำมารับประทาน

นอกจากนั้นอัลมอนด์ยังมีสรรพคุณที่สามารถช่วยดูแลผิวพรรณที่เสียหายจากการเผชิญมลภาวะต่าง ๆ ในแต่ละวัน ทั้งจากแสง น้ำ ฝุ่นควัน และมลภาวะต่าง ๆ เพราะนอกจากอัลมอนด์จะมีสารต้านอนุมูลอิสระแล้ว AHA ที่สกัดออกมาจากเมล็ดอัลมอนด์ ยังมีความอ่อนโยนมากกว่า AHA ที่สกัดมากจากผลไม้ชนิดอื่น ๆ ทำให้ไม่เกิดการระคายเคืองผิว เพราะกรด Mandelic เป็นโมเลกุลใหญ่ที่จะค่อย ๆ แทรกซึมการผลัดเซลล์และการบำรุงลงไปในชั้นผิวอย่างล้ำลึก และที่สำคัญคนผิวบอบบาง และสตรีมีครรภ์ก็สามารถใช้ได้ด้วยค่ะ

นอกจากนี้กรด Mandelic ยังมากมายไปด้วยประโยชน์สำหรับผิว ได้แก่

  • ลดการเกิดสิว
    การรักษา หรือลดสิวอุดตันโดยการใช้กรด Mandelic หรือ AHA จะช่วยผลัดเซลล์ผิวเก่าที่ตายแล้วออกไป และขจัดสิ่งสกปรกที่อยู่ภายในรูขุมขน เพื่อลดการอุดตันอันเป็นสาเหตุของการทำให้เกิดสิว
  • รูขุมขนกระชับ
    กรด Mandelic จะทำงานลึกลงไปในรูขุมขน โดยสามารถแทรกซึมลึกกว่ากรดอื่น ๆ ทำให้รูขุมขนสะอาด จึงส่งผลให้รู้ขุมขนกระชับ
  • ช่วยลดเลือนริ้วรอย
    Mandelic acid เป็นส่วนผสมที่ช่วยต่อต้านริ้วรอย โดยจะเข้าไปเร่งการหมุนเวียนของเซลล์โดยการละลายพันธะเล็ก ๆ ที่ยึดเซลล์ผิวไว้ด้วยกัน ช่วยขจัดเซลล์ผิวเก่าที่ตาย ที่อาจเป็นตัวนำไปสู่ผิวหมองคล้ำ รวมทั้งริ้วรอย นอกจากนี้ยังเสริมสร้างคอลลาเจนซึ่งเป็นหนึ่งในส่วนประกอบสำคัญของผิวหนังที่ทำให้ผิวเต่งตึง ดูอ่อนเยาว์
  • ลดเลือนฝ้า กระ จุดด่างดำ
    เป็นภาวะผิวหนังที่พบได้บ่อยซึ่งมีการสร้างเม็ดสี สีน้ำตาลเข้ม หรือสีเทาบนใบหน้า กรด Mandelic จะช่วยลดฝ้าได้มากถึง 80% และส่งผลให้สีผิวดูสม่ำเสมอขึ้น

 

ผลลัพธ์สุดว้าววว หลังผลัดเซลล์ผิว

1. ช่วยให้ผิวนุ่มชุ่มชื้น ดูสดใส เซลล์ผิวที่ถูกผลัดออกไปคือเซลล์ผิวที่ตายแล้ว ซึ่งถ้าเซลล์ผิวไม่ถูกผลัดออกไป ก็จะมีความแห้งตึง ผิวหมองคล้ำ เกิดริ้วรอยได้ง่ายอีกด้วย แต่ถ้าร่างกายผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออก ก็จะเผยเซลล์ผิวใหม่ที่มีความนุ่มและชุ่มชื้นกว่า ทำให้ผิวดูสดใสและไม่หมองคล้ำด้วย
2. ลดการเกิดสิว เมื่อเซลล์ผิวที่ตายแล้วไม่ถูกผลัดออกไป ก็จะทำให้สิ่งสกปรกอุดตันตามรูขุมขนได้ง่ายเกิดปัญหาสิวตามมา แต่ถ้ามีการผลัดเซลล์ผิวก็จะช่วยลดการเกิดสิวได้ดี
3. ลดความมันบนใบหน้า ถ้าไม่มีการผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว เซลล์ผิวที่ตายกับสิ่งสกปรกก็จะอุดตันง่าย รูขุมขนกว้างขึ้น นอกจากเกิดสิวแล้วยังทำให้รูขุมขนกว้างขึ้น ก่อให้เกิดความมันบนใบหน้า แต่ถ้าผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วทิ้งไป ก็จะเผยเซลล์ผิวใหม่ ทำให้รูขุมขนไม่กว้าง
4. ชะลอการเกิดริ้วรอย เซลล์ผิวที่ตายแล้วถ้ายังสะสมอยู่บนใบหน้าจะทำให้ใบหน้าแห้งกร้าน และเมื่อใบหน้าแห้งไม่ชุ่มชื้น ก็จะเกิดริ้รอยได้ง่าย

เห็นมั้ยล่ะคะว่าการผลัดเซลล์ผิวไม่ใช่เรื่องหน้ากลัวอย่างที่คิดเลย ถ้าหากเราเข้าใจกระบวนการของมัน แถมยังทำให้ผิวของเรากลับมาสวยเหมือนได้ผิวใหม่อีกตั้งหาก ดังนั้นเมื่อเรารู้จักกระบวนการการ และข้อดีของการผลัดเซลล์ผิวแล้ว เราจึงจำเป็นต้องหาวิธีการมาช่วยเร่งการผลัดเซลล์ผิวหนังให้เร็ว และสมบูรณ์กว่าปกติ แต่ถ้าจะให้ดีถ้าจะให้ผิวสวยสมบูรณ์ไร้ที่ติที่สุด ก็ควรเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวในระหว่างการผลัดเซลล์ผิวเพื่อประสิทธิภาพการทำงานของเซลล์ที่ดีขึ้น ด้วย Hyaluronic มหัศจรรย์ตัวแม่แห่งความชุ่มชื้น (อ่านต่อกรด Hyaluronic https://drwuthailand.com/hyaluronic-acid/)

 

The Best Product That Contain Mandelic Acid

DR.WU INTENSIVE RENEWEL SERUM WITH MANDELIC ACID 18%

เซรั่มผลัดเซลล์ผิวอย่างอ่อนโยนโดยไม่ทำให้ผิวบอบบาง ด้วยเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดของแบรนด์ DR.WU ที่มียอดขายเกิน 1 ล้านขวดทั่วโลก การันตีโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านผิวหนังอันดับ 1 ของเอเซีย ที่คิดค้นนำกรด Mandelic Acid 18% หรือ AHA ที่เป็นสารสกัดจากเม็ดอัลมอนด์มาเป็นส่วนผสมหลัก ที่มีฤทธิ์เป็นกรดอ่อน ๆ มีความเข้มข้นสูง ทั้งยังเป็นโมเลกุลขนาดใหญ่จึงทำให้เนื้อเซรั่มค่อย ๆ ซึมซาบ และกระจายตัวไปยังเซลล์ผิวชั้นต่าง ๆ อย่างล้ำลึก ทำให้ลดการเกิดสิวอุดตัน รูขุมขนกระชับ ผิวกระจ่างใสขึ้น และที่สำคัญผิวบอบบาง หรือสตรีมีครรภ์ใช้ได้

References for this information : Byrdie.com